個人檔案ISUZU相片部落格清單更多 工具 說明
31 January

ติดอยู่ในลิฟต์ตอนไฟดับ แสดงให้เห็นว่า

วันนี้ติดอยู่ในลิฟต์ ไม่นานหรอก
ลงไปเอาชานมที่สั่งมา
 
เสียใจอย่างเดียว
ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเรื่องสนุกของทุกคน
 
ก้อใช่ จิงๆมันก้อไม่มีอะไร เด๋วก้อมีคนมาเปิดลิฟต์ให้
ออกมาได้อยู่แล้ว  ไม่มีอะไรน่ากัว
แล้วจาลงมาดูกันทำไมละ ถ้าแค่มาเพื่อหัวเราะ
 
แค่ช่วยแกล้งทำเป็นห่วงกันนิดนึงก้อยังดี  
เซ็งงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
 
นิดนึงพอ  ก้อยังไมได้เลย .
 
งอน  ไม่ต้องมาโอ๋ทีหลังเลย
 
 
 
ติดอยู่ในลิฟต์ตอนไฟดับ แสดงให้เห็นว่า ...........
9 March

the best memory

อันนี้เขียนไว้ในไดของน้องรักอีกคนหนึ่ง นานแล้วเมื่อ 26/01/2005 ก่อนเรียนจบ

 

วันนี้ชวนน้องไปหาของกินตอนเย็น มีปุ๊ก กะ เพ็ก ไปด้วย

ยังขาดอีกหลายชีวิตที่อยากให้มาอยู่พร้อมหน้ากัน

แต่คงเป็นไปไม่ได้เพราะว่า น้องๆ บางคน ก็ไม่สนิทกันหมด

เดี๋ยวจะหมดสนุก  คงต้อง นัดทีละชั้นปี 

แต่ก็อยากให้มาพร้อมกันทีเดียวสักทีนึง คงเป็นวันที่มีความสุขมากๆๆๆๆๆ

วันนึงทีเดียวที่ได้อยู่กับน้องที่เรารักทุกคน

++++++++++

มีเวลาอยู่ด้วยอีกไม่นานแล้ว  เศร้าจิต

ใครจะรู้ว่าอยู่ปีสี่เทอมสอง แล้วใกล้ถึงเวลาจากไป มันเป็นยังงัย

ไม่ได้รู้สึกดีใจสักนิดที่จะเรียนจบ

ฟังดูแปลกรึเปล่าก็ไม่รู้ นะ

เพราะความทรงจำ ความผูกพันหลายอย่างอยู่ที่นี่

ใครจะไม่เสียใจ ถ้าต้องจากที่ที่มีความทรงจำของตัวเองไป

ความทรงจำที่ไม่อยากจากไป

ยิ่งเขียนจะยิ่งเศร้ารึเปล่านะเรา คงไม่หรอก เขียนไว้ ให้ได้กลับมาอ่านวันหลัง

ไว้ตอนแก่ๆคงอ่านไปหัวเราะไป แต่จะจำเรื่องราวได้หรอ นานแล้ว คนแก่ขี้ลืม

น้องๆจะรู้มั้ย ว่าพี่รหัส (ตรงหรือไม่ตรงก็ตาม) คนนี้ รัก และ ห่วง น้องๆ ขนาดไหน

อาจจะฟังดูเวอร์ ว่าจะมีพี่รหัสที่ไหนเป็นได้อย่างนี้หรอ

ไม่ต้องยกตำแหน่งพี่รหัสดีเด่นให้หรอกนะ

 เพราะตอนนี้คงยังไม่ดีที่สุด เราจะทำหน้าที่พี่ต่อไป

เพราะในชีวิต เราก้อมีพวกเค้าเท่านั้น ที่เป็นน้องของเรา

ยิ่งเขียนจะยิ่งยาวรึเปล่าเนี่ยยยยยย  เพราะเผอิญเป็นคนชอบเขียนอยู่ด้วย

แต่......ไม่มีไดในเว็บเป็นของตัวเอง

เนื่องด้วยทำไม่เป็น เลยมีแต่ไดเขียนมือ ได้ feeling ดี

เวลากลับมาอ่านลายมือตัวเองไม่ออก

ตอนนี้ก็มีหลายคนเริ่มนับถอยหลังกันแล้ว

ถอยไปจนถึงวันสุดท้าย ที่จะได้มา ห้องภาคบ่อยๆ มาเจอน้อง

( ด้านล่างจากวงเล็บนี้ สำหรับ น้องรหัส น้องสายทุกคนที่ได้เข้ามาอ่าน )

ขอบคุณน้องทุกคน ที่ได้มาเป็นน้องให้พี่ดูแล  แม้ว่าจะดูแลได้ไม่ดีพอ

ขอบคุณ น้องปุ๊ก ที่เป็นน้องคนที่สองที่ทำให้พี่รู้สึกว่ายังมีน้องคนนี้อีกคนที่นึกถึงพี่อยู่

ขอบคุณ น้องต้น ที่บอกพี่ว่า  ถ้าพี่ไป ต้นต้องเหงาแน่เลย ต้นยังเห็นพี่อยู่ปีสองอยู่เลย

ก็ใช่สิ พอเปิดเทอมหน้ามา ก็ไม่มีพี่คอยบ่น ให้หูชาอยู่แล้วงัย  โล่งหูดีออก

ขอบคุณ น้องป๊อป น้องโรงเรียน น้องรหัส ผู้ที่ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากพี่เลย

แถมยังมีมารยาทงาม ชอบยกมือไหว้

ทำให้พี่ดูแก่ และดูเหมือนว่าพี่จะไม่ค่อยได้ดูแลป๊อป

แต่พี่ก็รักป๊อปไม่น้อยกว่าน้องคนไหนๆเหมือนกันนะ  

ขอบคุณ ป้าแอน ที่ทำตัวให้บ่นได้ตลอด ทุกเรื่อง แต่ที่บ่นก็เพราะว่า หวังดีนะ 

และขอบคุณที่สนิทกับเราอย่างกะเป็นเพื่อนเล่นกัน

ขอบคุณ พี่นิ พี่โบ พี่กล้วยด้วย ยังไม่เคยขอบคุณเลย ที่เป็นพี่รหัสที่ดี

และ ......น่ารักกะน้องคนนี้เสมอมา

รักพี่ๆ ทุกคนนะคะ

ขอขอบคุณ 393

349

354

377

397

312

317

สัญญา ว่า  จะกลับมา เมื่อมีโอกาสเอื้ออำนวย

หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล

แต่ก็ใช้เวลาไม่นานที่จะจบปีสี่ สี่ปีเร็วจะตายไป เร็วจนใจหาย

น้องปีหนึ่ง รหัส47 ทั้งหลาย ต้องตั้งใจเรียน

ทำเกรดให้ได้มากกว่านี้นะ 2.5 หรืออ 2.7 up ได้ยิ่งดี

มีอีกหลายเทอมให้ฝ่าฟัน จำคำเตือนเราไว้  อะไรผ่านมาแล้วกลับไปแก้ไขไม่ได้นะ

เสียใจได้ แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น

จงพยายามทำให้เต็มที่ ถ้ามีอะไร ปรึกษาหารึอ พี่คนนี้ได้ตลอดเวลา

ชีท หรือ หนังสือ อะไร ที่ต้องการ ก็ขอให้บอก

และ ขอให้ดูแลน้องปีต่อไปให้ดีนะ  ให้ดีกว่าที่พี่ทำให้พวกเรา สัญญานะ

ถึงน้องปีสองบ้าง ไม่รู้จะได้เข้ามาอ่านรึเปล่านะ

ถ้าได้อ่าน ก็ขอให้รู้ว่า ปีสาม เป็นปีที่เรียนยากที่สุด ยากยิ่งนัก  ขอให้ตั้งใจกว่าวันนี้นะ 

เพราะเท่าที่ดู พี่คิดว่า ยังไม่มากพอ กับ ความตั้งใจ  แล้วก้อ ดูแลน้องๆ ให้ดีด้วยนะ  สัญญานะ

 

ถึงน้องปีสามบ้าง ปีที่สนิทที่สุด และ รู้จักมานาน ปีหน้าสบายแล้วนะ

ไม่มีเรียนเยอะ ที่ยากก็คือสัมมนา กะ โปรเจค

ทำให้ดีละ  มีอะไรสงสัยก็ถามมาได้ตลอด  พร้อมทำให้  ห้ามเกรงใจ 

แล้วก็ดูแลตัวเอง ดูแลน้องด้วยนะ

ห่วงจิงๆ เรื่องดูแลน้องเนี่ย ทำให้ได้ครึ่งนึงที่พี่ทำให้พวกเราก็ยังดีนะ ทำได้รึเปล่า

สัญญานะ

ถ้ารู้ว่าไม่ดูแลน้อง จะตามมาบ่นให้ฟัง คอยดูแล้วกัน 

น้องปีสาม เป็นปีที่สนิทกะพี่ที่สุด

ปี45 เป็นปีแรกในชีวิตที่พี่ได้มีน้อง

และ พวกคุณทุกคน จะเป็นน้องของพี่ตลอดไป

 

รักน้องนะ

จากพี่ติ๊ก พี่คนเดิม คนเดียว

 

 

อันนี้

 

 

น้อง reply มาคะ

 

Poko.............Say

ดีใจนะ ที่ได้พบกัน..ถึงแม้ระยะเวลาจะสั้นน้อยนิด

ได้อยู่สายรหัสเดียวกัน..

พี่ติ๊กอยู่ปี 4 ยังไงก้อต้องจบคงไม่คิดจะเรียนอีกปีใช่ไหม

ก้อไม่รู้จะพูดว่าอะไรดี จะห้ามไม่ให้พี่ติ๊กจบก้อไม่ได้

จิงปะ??  T__________T

ก้อคิดๆอยู่ ว่าทำไมไม่เกิดให้เร็วกว่านี้

หรือเรียนเร็วกว่านี้ สักปีสองปี

หรือให้พี่ติ๊กเรียนช้าสักปีสองปี

จะได้รู้จักนานๆๆ ได้เจอกันบ่อยๆ

แต่ก้อดีกว่าไม่เจอกันเลย จิงปะ?

ช่วงเวลาที่เรารู้จักกัน พี่ติ๊กดีกะนู๋มากๆๆ ดีกว่ารุ่นพี่หลายๆคนซะอีก

พี่ติ๊กก้อเหมือนพี่สาวนู๋อีกคนนึง...........

ถึงแม้จะเพิ่งรู้จักกันไม่นานก้อเถอะ

ก้อรัก และเคารพ พี่ติ๊กเสมอ....เหมือนกัน

จะรู้หรือเปล่า? ว่าน้องคนนี้ก้อรัก และเคารพ อะ

ถึงแม้ว่า...พี่ติ๊กจะไม่มาเจอกันที่นี่บ่อยๆ จบไปแร้ว

แต่ก้ออยากให้รู้ว่า คนที่นี่ก้อยังคิดถึงเสมอ

ไม่รู้จะพูดว่าอะไรแร้วอะ พูดแค่นี้ก้อเขียนไม่หมดอะ

ความรู้สึกดีๆที่มีให้มันมีมากมาย มันอยู่ในใจ

ที่เขียนมานี้มันเป็นแค่เสี้ยวนึงที่อยู่ในใจเท่านั้น..
จากใจจิง
..
..
ระยะเวลาทำให้เราผูกพันธ์กัน ได้ใกล้ชิดกัน

ความผูกพันธ์ของเราสองจะมั่นคงตลอดไป

ภาพเหตุการ์ณต่างๆที่ผ่านมา จะเก็บไว้ในความทรงจำดีๆ

จะเก็บใส่เซฟไว้เลย จะไม่ลืมเหตุการณ์ที่ดีๆเช่นนี้เลย

 

 

เกิดมาครั้งนึงได้เจอพี่สาวอย่างพี่ติ๊ก..และจะเป็นพี่สาวนู๋ตลอดไป
..
..
..
ตลอดเวลาพี่ติ๊กน่ารักมากๆๆๆๆๆ
..
..
..
ขอบคุณนะค่ะพี่ติ๊กสำหรับสิ่งดีๆที่ให้

ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆ

ที่เธอเคยมีมามอบให้

ขอบคุณสำหรับความห่วงใย

ที่เธอเคยใส่ใจกันทุกวัน

ขอบคุณสำหรับการนึกถึง

ที่เธอเคยคำนึงก่อนใครนั้น

ขอบคุณสำหรับการเป็นห่วงกัน

ที่เธอเคยมีฉันอยู่ภายในใจ

ขอบคุณนะที่ไม่เคยโกรธ

ที่เธอไม่เคยโทษความผิดไหนๆ

ขอบคุณนะที่ไม่เคยบ่นอะไร

ที่เธอไม่เคยใส่ใจกับสิ่งที่ผ่านมา

ขอบคุณที่ไม่เคยใส่ความ

ที่เธอไม่เคยถามไม่ต้องการค้นหา

เธอบอกว่าเรื่องที่แล้วๆมา

ก็อย่าเสียเวลา ..

...จงเก็บสิ่งที่มีค่าไว้เป็นความทรงจำ

 

~Poko~

6 March

+++เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 100 เรื่อง+++

1.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งที่ 2 ของประเทศ

2.ชื่อเดิมของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ม.ธ.) คือมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ม.ธ.ก.) ที่ต้องตัดคำว่า และการเมืองออกนั้นเพราะว่า เพื่อไม่ให้น.ศ.ฝักใฝ่การเมืองมากไป รวมระยะเวลาที่ใช้ชื่อนี้ 18 ปี

3.สถาปนาโดยท่านผู้ประศาสน์การ ดร.ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส อดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและ กระทรวงมหาดไทย และปัจจุบันองค์การยูเนสโกได้ประกาศว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลกอีกด้วย

4.เป็นมหาวิทยาลัยเดียวที่ใช้ตำแหน่งผู้ประศาสน์การ (ต่อมาเปลี่ยนเป็นตำแหน่งอธิการบดี)

5.ตำแหน่งผู้ประศาสน์การมีเพียงท่านเดียว คือ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เพื่อยกย่องท่านในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย

6.อธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยเป็นนายกรัฐมนตรีคือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

7.จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรีก็เคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกฯด้วย

8.วันสถาปนามหาวิทยาลัย คือ 27 มิถุนายน 2477 (ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว)

9.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิดมหาวิทยาลัย เพราะขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

10.ที่ตั้งเดิมของมหาวิทยาลัยก่อนจะย้ายไปที่ท่าพระจันทร์คือ ตึกร.ร.กฎหมาย กระทรวงยุติธรรม เชิงสะพานผ่านภพลีลา ปัจจุบันเป็นที่ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล

11.นายจิตรเสน(หมิว) อภัยวงศ์ สถาปนิกผู้มีชื่อเสียงเป็นผู้ออกแบบ ตึกโดม

12.ความหมายของตึกโดม คือ ตัวโดมที่เป็นรูป 6 เหลี่ยมเพราะจะได้สะท้อนถึงหลักที่ 6 ในหลัก 6 ประการของคณะราษฎร คือ จะต้องให้การศึกษาเต็มที่แก่ราษฎร และ ที่ยอดตัวโดมแหลมขึ้นฟ้านั่นก็เพราะ เปรียบโดมเสมือนดินสอ ที่จดบันทึกวิชาความรู้และเรื่องราวต่างๆที่ไม่รู้จักจบสิ้นเอาไว้บนผืนฟ้าอันกว้างใหญ่

13.จุดประสงค์ในการก่อตั้ง คือ เพื่อเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงที่ให้ความรู้ทางด้านกฎหมาย การเมือง และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นวิทยาการสมัยใหม่แก่ประชาชนทุกชนชั้น โดยเก็บค่าเล่าเรียนให้น้อยที่สุด

14.ตราประจำมหาวิทยาลัย คือ พระธรรมจักร เกิดขึ้นในปี 2479 มีความหมายว่าสถาบันแห่งนี้ยึดถือคติธรรมของพระพุทธศาสนาในการกล่อมเกลาบัณฑิต สิ่งที่อยู่กลางธรรมจักรคือพานรัฐธรรมนูญ หมายถึงการยึดมั่นเชิดชูรัฐธรรมนูญ

15.สีประจำมหาวิทยาลัย คือ สีเหลือง-แดง มีความหมายว่า เหลือง คือ ธรรมประจำจิตใจของน.ศ. แดงคือโลหิตที่ต้องอุทิศตนเพื่อประชาชน

16.ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย คือ ต้นยูงทอง มีอยู่ 5 ต้น ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเพาะชำเอง และเสด็จฯมาทรงปลูกด้วยพระองค์เอง ยังความปลาบปลื้มมาสู่ชาวธรรมศาสตร์จวบจนทุกวันนี้

17.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคยมีร.ร.เตรียม เรียกว่า ชั้นเตรียมปริญญา ชื่อ ร.ร.เตรียม ม.ธ.ก. เพื่อผลิตนักเรียนเข้าเรียนต่อใน ม.ธ.ก. มีแค่ 8 รุ่นเท่านั้น แล้วก็ยุบไป

18.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคยเป็นเจ้าของ ธนาคารเอเชีย ด้วย (เพราะตอนแรกไม่ได้ขึ้นตรงต่อรัฐบาล จึงไม่ได้รับงบฯ) แต่ต่อมาถูกใช้อำนาจสกปรกขู่เข็ญให้มอบหุ้นทั้งหมดให้นายทหารผู้หนึ่ง (น่าเสียดายมากๆ)

19.คณะเริ่มแรกตั้งแต่สถาปนามหาวิทยาลัย มี 4 คณะ คือ นิติศาสตร์ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์

20.เพลงประจำมหาวิทยาลัยมี 2 เพลง เพลงแรกที่ใช้
คือ เพลงประจำมหาวิทยาลัย ทำนองมอญดูดาว แต่งโดยขุนวิจิตรมาตรา และเพลงที่2 คือเพลงพระราชนิพนธ์ยูงทอง ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

21.ธรรมศาสตร์เคยจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ด้วย เพื่อจะได้ดูเป็นกลาง แต่ไม่สำเร็จ

22.งานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯครั้งแรก มีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2477 ณ ทุ่งพระสุเมรุ สนามหลวง ผลคือเสมอกัน1-1 โดยครั้งนั้นยังไม่มีขบวนพาเหรด แปรอักษร หรือเชียร์ อย่างในปัจจุบัน

23.เคยสงสัยไหมว่างานฟุตบอลประเพณีบางปีทำไมเรียก ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ บางปีเรียก จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ เพราะว่า ปีใดที่ไหนเป็นเจ้าภาพ ก็จะเอาชื่อของที่นั่นขึ้นก่อน ซึ่งการเป็นเจ้าภาพ ธรรมศาสตร์ จะเป็นครั้งที่เป็นเลขคี่ เพราะเริ่มครั้งแรกที่ธรรมศาสตร์ ส่วนจุฬาฯ จะเป็นครั้งที่เป็นเลขคู่ เช่น ปีหน้าครั้งที่62 จุฬาฯเป็นเจ้าภาพ

24.ธรรมศาสตร์มีงิ้วล้อการเมืองที่มีชื่อเสียงมาก คือ งิ้วธรรมศาสตร์ หรือ งิ้วการเมือง โดยมีต้นกำเนิดจาก คณะนิติศาสตร์

25.สมเด็จพระพี่นางฯ ทรงเคยเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาฝรั่งเศส คณะศิลปศาสตร์ด้วย
 
26.ปีการศึกษา 2540 พระองค์ภาฯ ทรงเข้าไปนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ยังความภาคภูมิใจมาสู่ชาวธรรมศาสตร์เป็นล้นพ้น โดยทรงจบการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2 อีกด้วย

27.หอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ เป็นหอประชุมที่นักศึกษาม.ธ.ในอดีตภาคภูมิใจว่า เป็นหอประชุมที่ใหญ่และทันสมัยที่สุด ในเอเชียอาคเนย์

28.คณะรัฐประศาสนศาสตร์ ได้แยกตัวออกไปเป็นสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

29.มหาวิทยาลัยถูกปิดความเป็นตลาดวิชาลงเมื่อ พ.ศ.2503 เป็นระบบสอบเข้าแทน

30.ธรรมศาสตร์ ไม่มีระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง แต่จะเรียกว่าเพื่อนใหม่ เพราะถือว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน

31.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เคยเสด็จมาทรงดนตรีเป็นการส่วนพระองค์กับนักศึกษาม.ธ.ด้วย

32.ในปี 2507 มีมติจากสภาการศึกษาแห่งชาติให้เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยเป็น มหาวิทยาลัยภูมิพล โดยให้โอนม.ธรรมศาสตร์ไปรวมกับม.แพทยศาสตร์(ม.มหิดลปัจจุบัน) และม.ศิลปากร แต่สมาคมธรรมศาสตร์มีมติคัดค้าน จึงไม่มีการเปลี่ยนแต่อย่างใด

33.อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยควบกับตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ แต่ตามระเบียบ ก.พ. นั้นข้าราชการจะทำงานพร้อมกันทีเดียว 2 แห่งได้ แต่จะได้รับเงินเดือนอีกแห่งเพียงครึ่งเดียว โดยอ.ป๋วยเลือกรับเงินเดือนคณบดีเต็มอัตรา 8,000 บาท และรับเงินเดือนผู้ว่าแบงค์ชาติครึ่งอัตราคือ 25,000 บาทแทน นับเป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ในการตัดสินใจของท่านเพื่อชาวธรรมศาสตร์

34.ธรรมศาสตร์ไม่มีผู้อัญเชิญธรรมจักร เพราะถือว่าธรรมจักรอยู่ในหัวใจของนักศึกษาทุกคน

35.จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นผู้ก่อตั้ง คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์

36.วันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี นอกจากจะเป็นวันรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็นวันธรรม ศาสตร์อีกด้วย

37.โขนธรรมศาสตร์ เคยใช้เป็นการแสดงในการสมโภชการสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร

38.ลิฟท์แดง อยู่ที่คณะศิลปศาสตร์

39.ลานโพธิ์ เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของธรรมศาสตร์และสังคมไทย นับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ที่ขบวนการนิสิตนักศึกษาประชาชนร่วมกันต่อสู้เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย

40.ผู้มีพระคุณในเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่ชาวธรรมศาสตร์จะลืมไม่ได้ก็คือ แม่ค้าย่านท่าพระจันทร์และปากคลองตลาด ที่จัดทำเสบียงส่งให้ตลอด

41.สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เช่าที่ดินของธรรมศาสตร์ (ที่รังสิต) เนื้อที่ 1,110 ไร่ เป็นเวลา 30 ปี รวมค่าเช่า 3,000 บาท

42.รถโดยสารในม.ธ.รังสิต คือ รถราง (รอนานมากๆ บางทีไม่จอดด้วย แถมคนขับก็ดุยังกะแมว)

43.อาหารที่ศูนย์รังสิต แพงกว่ามหาวิทยาลัยอื่นมากๆ แล้วก็ไม่ค่อยมีที่ไหนอร่อยเลย

44.ห้องเรียนที่ม.ธ.ติดแอร์หมดทุกห้อง ทำให้หลับสบาย อิอิ

45.คณะที่เป็นขวัญใจของสาวๆ คือ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร หรือ SIIT แบบว่ารูปหล่อ บ้านรวย เรียนเก่ง(คือถ้าขึ้นปี2ได้ ถือว่านายแน่มาก) เข้าง่าย ออกง่าย(โดนไทล์) แต่จบยาก

46.เศรษฐศาสตร์
เป็นคณะหนุ่มหล่อของธรรมศาสตร์

47.บัญชี รัฐศาสตร์ ศิลปศาสตร์ เป็นคณะรวมสาวสวยของธรรมศาสตร์

48.หอเอเชี่ยนเกมส์ เป็นหอมหาวิทยาลัยรัฐฯที่หรูที่สุด มีแอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น ยูบีซี ลิฟท์ แล้วก็เบอร์โทรศัพท์02ส่วนตัวทุกห้อง (ต่อเนตได้สบายๆ) ค่าไฟแพงหูฉี่เลย (เปิดแอร์อย่างเดียวตกช.ม.ละ 6 บาท)

49.หอเอเชี่ยนเกมส์จะมีโซน A-E แต่หอน.ศ.จะอยู่ที่โซน B C E โซนB เป็นโซนห้องละ 4 คน มี 8 หลังๆละ 8 ชั้น โซนC เป็นโซนห้องละ 2 คน มี 11 หลังๆละ 8 ชั้น เช่นกัน ส่วนโซนE มี 2 หลังๆละ 4 ชั้น ไม่มีลิฟท์และก็เครื่องทำน้ำอุ่นด้วย หน้าหนาวทีก็ทนๆเอาละกัน

50.หอในเป็นหอพัดลม อาบน้ำรวม จะมีอะไรที่เหมือนๆกับหอมหาวิทยาลัยอื่นทั่วๆไป
 
51.เด็ก self จัดต้องนี่เลย สถาปัตย์ฯ กับ ศิลปกรรมฯ

52.ถ้าใครเล่นmsn หรือเกมส์ ในห้องคอม หอสมุดป๋วย จะโดนขึ้นประจานให้ทุกเครื่องทราบว่าคุณกำลังทำผิดกฎห้องสมุด แล้วทุกคนก็จะหันมาทางคุณกันหมด (เป็นเรื่องที่น่าอับอายมากๆ)

53.โรงอาหาร SC ปัจจุบันกลายเป็น โรงอาหารวิศวะ 2 ไปซะแล้ว เพราะ 50% ที่กินข้าวที่นี่ล้วนแต่ใส่ชอปทั้งนั้น

54. สะพานที่คู่รักมักจะไปนั่งจู๋จี๋ให้อาหารปลากัน คือ สะพานปลาที่หน้าตึกคณะวิศวะ

55.โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มีอีกชื่อว่า  โรงพยาบาลซาร่า เพราะถึงแม้ว่าจะเจ็บปางตาย ถ้าไปขอยาจากที่นี่ก็จะได้แต่ >>>ซาร่า (หรืออาจจะมีอย่างอื่นด้วยไม่แน่ใจ)

56.ตลาดนัดที่นี่มีฉายาว่า ตลาดนัดดูตัว เพราะจะมีคนหน้าตาดีมาเดินเยอะมาก จะมีทุกวันจันทร์ กับ พฤหัสบดี ของกินอร่อยๆก็เยอะ ของใช้ก็เยอะ เด็กม.อื่นก็มาเดินตลาดนัดที่นี่กันเยอะเช่นกัน แม้แต่จุฬาก็ยังมีเลย

57.บ.ร. คือ อาคารบรรยายรวม มีทั้งหมด 5 หลัง ตึกบ.ร.มีฉายาว่า บรรทมรวม เพราะวิชาที่น่านอนหลับจะเรียนที่ตึก บ.ร.เป็นส่วนใหญ่

58.ขนมบราวนี่ เป็นขนมที่อร่อยขึ้นชื่อของที่รังสิต เวลาไปเรียนTU130 คนมักจะต่อแถวกันยาวเหยียดเพื่อซื้อขึ้นไปกิน ทั้งๆที่หน้าห้องเขียนว่า "ห้ามนำอาหารและน้ำเข้ามาในห้องบรรยาย” ก็ตาม

59.ค่าไฟเฉพาะห้องบรรยาย 1,000 คน ที่บ.ร.4 อย่างเดียวตกเดือนละ 400,000 บาท

60.สะพานดาวอยู่หน้ามหาวิทยาลัย ที่ศูนย์รังสิต เอาไว้พาแฟนไปชมดาวกันตอนกลางคืน ทางที่ดีควรไปรถป๊อป เพราะปั่นจักรยานไป ขาลากแน่นอน เพราะไกลมากๆ

61.ฝั่งโน้น ในความหมายของเด็กธรรมศาสตร์ คือ ร้านเหล้าทั้งหลายแหล่ ที่อยู่ฝั่งประตูเชียงราก ที่ดังๆก็จะมี กระฉ่อน89, Sweet duck เป็นต้น

62.ลักษณะของโดมแต่ละที่ โดมไม้เมืองพี่ ท่าพระจันทร์ โดมเปลือยขวัญ รังสิตทรงศรี โดมแก้ว ลำปางธานี โดมน้องพี่ เชิดชูธรรม นำผองชน

63.คลื่นPCT จะมีที่หอเอฯโซนซี อินเตอร์โซน แล้วก็บ.ร.1-บ.ร.4

64.ที่ศูนย์รังสิตมีโชว์รูมรถยุโรปด้วย ไม่ว่าจะเป็น S-class, BMWseries5, เฟอรารี่ ฯลฯ จะสามารถหาดูได้ที่ SIIT แต่ถ้าเป็นรถญี่ปุ่นจะเป็นของอาจารย์

65.SIIT กับ วิศวะ ภาคอินเตอร์ คือคนละอย่างกัน เพราะ SIIT เป็นอีกสถาบัน แต่สังกัดม.ธรรมศาสตร์

66.ธรรมศาสตร์ มี 4 ศูนย์ คือท่าพระจันทร์ รังสิต พัทยา และลำปาง

67.ในสมัยที่คุณหญิงนงเยาว์ เป็นอธิการบดี เคยมีการปิดโรงอาหารกลางตอนกลางคืน เพื่อเป็นเธค ให้ความผ่อนคลายแก่น.ศ.ด้วย

68.ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยเดียวที่มีห้องสมุด อยู่ชั้นใต้ดิน ชื่อหอสมุดปรีดี พนมยงค์ ที่ท่าพระจันทร์

69.มีการขุดพบปืนใหญ่หลายกระบอกเมื่อครั้งก่อสร้างประตูใหม่ที่ต่อจากกำแพงโบราณ ด้านถ.พระจันทร์

70.มีการขุดพบแนวกำแพงเมืองเก่า ในขณะสร้างอาคาร 60 ปี และลานจอดรถใต้ดิน หน้าคณะรัฐศาสตร์

71.ชื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

72.ในปี 2550 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน กีฬามหาวิทยาลัยโลกฤดูร้อนโดยใช้ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตเป็นสถานที่จัดการแข่งขัน

73.ที่จะลืมไม่ได้เลย ในปี 2541 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ก็ใช้ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตเป็นสถานที่จัดการแข่งขันด้วย

74.อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ฉายาคนของแผ่นดิน ผู้เป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตอย่างสมถะ และสันโดษ ก็เคยดำรงตำแหน่งอธิการบดี

75.สามอนุสาวรีย์ คนดีศรีธรรมศาสตร์ และประเทศไทย อยู่ที่ธรรมศาสตร์ รังสิต ได้แก่ อาจารย์ปรีดีอยู่ที่หน้าตึกยิม2 อาจารย์ป๋วยหน้าตึกเรียนรวม(SC) และอาจารย์สัญญาอยู่หน้าตึกคณะนิติศาสตร์-คณะรัฐศาสตร์
 
76.ธรรมศาสตร์เป็นดินแดนแห่งเสรีภาพทุกตารางนิ้ว

77.คำขวัญอมตะของธรรมศาสตร์ คือ ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน

78.นักศึกษาไม่จำเป็นต้องใส่ชุดนักศึกษามาเรียนก็ได้ แต่อาจจะยกเว้นบางวิชา แต่ตอนนี้ได้มีการรณรงค์ให้แต่งชุดนักศึกษา

79.มีผู้เคยกล่าวไว้ว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็คือประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์

80.ธรรมศาสตร์ เป็นที่เรียนที่มีตั้งแต่อนุบาล-ปริญญาเอก

81.ธรรมศาสตร์ไม่เรียกผู้ที่ศึกษาที่นี่ว่า นิสิต เพราะถือว่าการเป็นนิสิตเป็นการถูกกำหนดขอบเขต

82.ธรรมศาสตร์ ยังไม่มีคณะเภสัชศาสตร์

83.ค่าไฟแต่ละเดือนของธรรมศาสตร์ไม่ต่ำกว่า 8 ล้านบาท จึงต้องมีโครงการธรรมศาสตร์หาร 2

84.หอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ อยู่ตรงข้ามหอสมุดปรีดีที่ท่าพระจันทร์ ถ้าต้องการศึกษาประวัติมหาวิทยาลัยตั้งแต่ ปี2477 ก็สามารถดูได้จากที่นี่

85.ศาลเจ้าแม่สิงโต ซึ่งเป็นที่เคารพ สักการะของน.ศ.คณะรัฐศาสตร์ และคณะอื่นๆ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณอาคาร 60 ปี

86.น.ศ.ที่อยู่หอพักที่ศูนย์รังสิต จะต้องทำการย้ายทะเบียนบ้านเข้าหอ เพื่อที่ธรรมศาสตร์จะได้ทำคุณประโยชน์ให้กับชุมชนคลองหลวงบ้าง

87.สำนักงานจัดการทรัพย์สินฯ มีอีกชื่อหนึ่งคือ สำนักงานดูดทรัพย์สิน ยิ่งตอนบิลค่าไฟมานี่ยิ่งดูดหนัก

88.อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ตั้งอยู่ในพื้นที่ของธรรมศาสตร์ รังสิต

89.แฟนพันธุ์แท้โขนไทย อยู่ปี1 คณะรัฐศาสตร์ สาขาการระหว่างประเทศ

90.ตึกเรียนที่หรูที่สุดในศูนย์รังสิต คือ ตึกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (ตึก4ชั้น) หน้ามหาวิทยาลัย

91.ตึกคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มีโครงเสาเหล็กมาตั้งแต่พี่ปี 5 อยู่ปี1 จนปัจจุบันโครงเสานี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม

92.หอเอฯโซนบี มักจะมีเริ่องเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติมาโดยตลอด

93.นาฬิกาลูกตุ้มบนตึกโดม มีชื่อว่า นาฬิกาปารีส ได้รับบริจาคจาก ห้างเอส.เอ.บี

94.เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 มีผู้เสียชีวิตมากมาย และนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงกว่า 14 ตุลาคม 2516มาก เนื่องมาจากท่านอธิการบดีในขณะนั้น คือ อาจารย์ป๋วย ถูกกล่าวโจมตีว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ จนตัวท่านต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ

95.ลงทะเบียนเรียนทางเทเลแบงค์ 1551 เป็นอะไรที่ต้องใช้ความอดทนสูงในการกดโทรศัพท์ พอๆกับลงทะเบียนเรียนเพิ่มกับเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียน (ที่แสนจะใจดี๊ใจดี)

96. การเดินขบวนเรียกร้องดินแดนอินโดจีน จากฝรั่งเศสคืนเป็นการเดินขบวนครั้งแรกของน.ศ.ธรรมศาสตร์

97.อาจารย์ป๋วย เป็นศิษย์เก่าม.ธรรมศาสตร์คนแรก ที่ได้เป็นอธิการบดีม.ธรรมศาสตร์

98. 8 ธ.ค. 2484 ธรรมศาสตร์แพ้ฟุตบอลประเพณีกับจุฬาฯ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 2477 ทำให้อาจารย์ผู้คุมทีมถึงกับหัวใจวายถึงแก่กรรม

99. ปลายเดือน ก.ย. 2545 เกิดฝนตกหนัก ลมกรรโชกแรง ทำให้ต้นโพธิ์ธรรมศาสตร์ ฉีกกลางลำต้น

100.ถึงแม้ว่านักศึกษาบางคณะจะไม่ได้ศึกษาที่ท่าพระจันทร์ แต่ความเป็นจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ก็ได้รับการถ่ายทอดและหล่อหลอมให้กับนักศึกษาทุกคนเสมอมา
 
น้ำตาจะไหล  เพราะไรหว่า
4 March

แล้วความทรงจำก็รอคอยวันที่จะตกตะกอนลงสู่เบื้องล่าง

แล้วความทรงจำก็รอคอยวันที่จะตกตะกอนลงสู่เบื้องล่าง


…..ในเมื่อเขายังนิ่งเงียบ ไร้ความเห็น ราวกับปิดประตูเมืองไม่รับรู้สิ่งใดๆ ดำดิ่งลงสู่บ่อลึกภายในใจแห่งตน แน่ล่ะมันคงต้องใช้เวลาเนิ่นนานกว่าหินก้อนที่โยนลงไปจะตกถึงก้นบ่อ แต่จะไม่นานกว่าเล่ากับการเก็บกู้ก้อนหินกลับขึ้นมา
“ข้าเรียกมันว่า กระบวนการเรียงตัวใหม่ของความคิด” เขาเคยบอก…
มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ซะทีเดียวสำหรับผม แต่นานแล้วที่ผมไม่เห็นเขาเป็นอย่างนี้ ผมเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนักว่ามันเป็นอย่างไร เพราะเขาก็ไม่ได้อธิบายอะไรต่อ
นั่นเป็นวิธีที่ทำให้ผมต้องเล่าเรื่องราวต่อไปนี้…
รู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้ซิ ในเมื่อที่ผ่านมาผมจะเป็นฝ่ายรับฟังเสียส่วนใหญ่ ข้อดีคือ มันทำให้ผมเป็นเลิศในด้านการรับฟังผู้อื่น ส่วนข้อเสียคือ มันทำให้ผมเสียความสามารถให้การบอกเล่าเรื่องราวแก่ผู้อื่นไปหมดสิ้น
“คุณไม่สามารถพูดออกมาได้หรือคุณไม่ต้องการพูดออกมากันแน่” คนรักเก่าผมกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะจากไป…
-----
…..มันเป็นบ่ายวันเสาร์ที่เหล่าใบไม้แห้งยังเริงระบำกับสายลมร้อนที่พัดผ่านมา ในขณะที่ใบไม้ผลิใหม่ได้เพียงแอบอิจฉาจนตัวสั่นระริกๆบนต้นไม้ ผีเสื้อฝูงใหญ่โบยบินเลือกคู่อย่างร่าเริง พวกมันถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดโดยแก๊งนกเอี้ยงบนสายไฟ
อาจเป็นได้ว่านกเอี้ยงกำลังวางแผนการใหญ่อะไรบางอย่างอยู่ก็เป็นได้ ดอกอินทนิลสีม่วงครามเบ่งบานประดับต้น สวยงามพอจะช่วยบรรเทาให้ผู้ที่เหลียวมองคลายร้อนไปได้บ้าง
พรรณนาเกินความจำเป็นแล้ว…
อืม…เริ่มมีพรายฟองอากาศผุดขึ้นมาจากก้นบ่อ แสดงว่าหินถามทางของผมพาไปถูกทางแล้ว
…..มันเป็นบ่ายวันเสาร์ที่ชั้นหนังสืออันหนึ่งซึ่งตัดสินใจแล้วว่าจะปักหลักอยู่กับเหล่าประชาหนังสือชนของผม หลังจากที่ดูใจกันมาเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์กว่าๆ แรกเริ่มเดิมที หนังสือที่มีอยู่มีเพียงน้อยนิด ผมจึงไม่มีปัญหาอะไรในการปกครอง จะกองไว้ตรงนั้นกองไว้ตรงนี้หรือกองไว้ตรงไหน พวกมันก็ก้มหน้าเงียบไร้ข้อเรียกร้องใดๆ ผมเองก็ไม่รู้ว่าพวกมันอยู่กับผมแล้วมีความสุขตรงไหน แต่พวกมันกลับเริ่มชักชวนกันมาอาศัยกองในห้องของผมมากขึ้น โดยแอบขโมยเงินที่ผมเผลอวางไว้ในไปห้องจ่ายเป็นค่าเดินทางให้กับผู้มาใหม่ อาจเป็นได้ว่าเพราะอยู่กับผมแล้วพวกมันไม่ถูกไม่แบ่งชั้นวรรณะหรือเหยียดสีผิว จะมีก็เพียงแต่แบ่งแยกกองหนังสือชราภาพกับหนังสือรุ่นๆเท่านั้นเพียงเพื่อไม่ให้เหล่าหนังสือรุ่นๆต้องแก่เร็วจนเกินไป พอเหล่าประชาหนังสือชนมีมากขึ้น พวกมันเริ่มรวมกลุ่มกัน แล้วแต่งตั้งแกนนำ ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย เจ้าแกนนำนั่น สงสัยได้รับการถ่ายทอดเชื้อปฏิวัติอย่างแรงมาจากแถบลาตินอเมริกา “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” เหล่ามวลประชาหนังสือชนเรียกมันอย่างนั้น
แล้วฟองอากาศกลุ่มใหญ่ก็ผุดขึ้นมาอีก ราวกับพรายฟองเบียร์จากก้นขวดที่โผล่ขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์เบื้องบน อืม…ผมว่าปล่อยเขาไว้อย่างนั้นก่อนเถอะ แล้วมาฟังเรื่องเล่าของผมกันต่อดีกว่า…
…..มันเริ่มมีเค้าตั้งแต่ฤดูฝน หลังจากพวกมันมีแกนนำและก็มีจำนวนมากพอ แรกๆก็ประท้วงกันอย่างสันติวิธี โดยให้พวกที่อยู่ด้านล่างของกองหนังสือพองตัวแต่พองามก่อน ด้วยสำนึกในหน้าที่แห่งผู้ปกครอง ผมจึงรีบหาวิธีแก้ด้วยการหากระดาษมารองพื้นให้พวกมัน หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งถูกเรียกมาให้รับภารกิจนี้โดยเฉพาะ พวกมันยังไม่ละความพยายยามในการเรียกร้องขอที่อยู่อันพึงจะมีตามสิทธิ์ของประชาหนังสือชน ต่อมาก็เริ่มจะรุนแรงขึ้น โดยให้พวกชนรุ่นชราภาพชักชวนเหล่าเชื้อราเร่ร่อนให้มาอยู่ด้วย ได้ผล…เหล่าคุณทวดบางท่านต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างถาวร ด้วยสำนึกแห่งผู้ปกครอง(แต่ชักจะมีน้ำโหแล้ว) ผมจึงต้องทำความสะอาดห้องเสียยกใหญ่พร้อมกับปิดหน้าต่างอย่างมิดชิดเพื่อมิให้พวกมันกับเหล่าเชื้อราเร่ร่อนได้พบปะกันอีก อืม…คราวนี้พวกมันสงบกันพักใหญ่ แต่อย่างว่าล่ะ หลังความเงียบสงบมักจะมีพายุใหญ่ตามมาเสมอ ย่างเข้าสู่ปลายฤดูหนาว หลังจากที่ผมละเลยปล่อยพวกมันไว้ตามลำพังด้วยความตายใจที่มุมห้องมุมหนึ่ง รู้ตัวอีกที พวกมันก็มีพันธมิตรใหม่กันเสียแล้ว…
ฝุ่นกับแมงมุม(ที่ผมปล่อยไว้ให้กำจัดแมลงที่พลัดหลงเข้ามา) คือพันธมิตรใหม่ของพวกมัน…
ผมต้องทำความสะอาดห้องยกใหญ่(อีกครั้ง) พร้อมกับคุมกำเนิดประชากรของแมงมุมในห้องด้วย แมงมุมนี่ไม่เท่าไหร่ หลังจากถูกเรียกมาตักเตือนด้วยการสางลงมาทั้งตัวทั้งใย แต่ผมก็ยังเหลือเยื่อใยที่แปรสภาพเป็นหยากไย่ไว้ให้กับบางตัว พวกแมงมุมที่เหลือจึงสำนึกในบุญคุณไม่มายุ่มย่ามในเขตหวงห้ามที่ผมติดป้ายประกาศไว้ว่า “เขตห้ามชักใย” หรือพวกมันอาจยังหวาดกลัวในฤทธิ์ของอาวุธอันทรงประสิทธิภาพ(ไม้กวาด)ที่ผมมีครอบครองอยู่ก็เป็นได้ แต่เจ้าบรรดาฝุ่นน้อยๆนี่สิ ช่างดื้อด้านนัก ขับไล่ไปยังไงก็ยังหน้าด้านกลับมาอีก แถมยังชักชวนฝุ่นจากข้างนอกมีจำนวนประชากรที่มหาศาลเข้ามาอีก…
อืม…ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ผมต้องขอเจรจาสงบศึกกับเหล่าประชาหนังสือชนของผม(เพราะเริ่มจะขี้เกียจ) พร้อมทำตามข้อเรียกร้องที่พวกมันต้องการ
นั่นเป็นวิธีที่ชั้นหนังสืออันหนึ่งเข้ามาอาศัยอยู่ภายในห้องของผม…
-----
…..ว่ากันว่า ฝุ่นที่วนเวียนอยู่รอบตัวเรามีขนาดตั้งแต่ 0.002 ไมครอนไปจนถึงขนาดใหญ่กว่า 500 ไมครอน(เราสามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ขนาด 50 ไมครอนขึ้นไป) โดยวิธีกำเนิดของฝุ่นนั้นก็มีหลายวิธีตั้งแต่ชิ้นส่วนที่หมดอายุของผิวหนังเราไปจนถึงจากการทำปฏิกริยาทางฟิสิกส์หรือเคมีเลยทีเดียว ทำปฏิกริยาทางฟิสิกส์หรือเคมี ฟังดูยิ่งใหญ่จริงๆ
“แล้วความทรงจำของเราล่ะ เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน…”
ฝุ่นที่มีขนาดใหญ่อาจแขวนลอยอยู่ในอากาศได้เพียง 2 – 3 นาที แต่ฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้นสามารถอยู่ได้นานเป็นปีโดยไม่ตกลงมาสู่พื้น เรียกได้ว่าตัวน้อยนิดแต่ความสามารถเป็นเลิศ
“เรื่องราวต่างๆของเราล่ะ จะมีเวลาแขวนลอยอยู่ในความจำของเราได้นานเท่าไหร่กัน…”
-----
…..ถึงตอนนี้ชั้นหนังสืออันเป็นที่พักอาศัยของประชาหนังสือชนของผมก็เริ่มคุ้นเคยพอที่จะคบหากับแมงมุมและบรรดาฝุ่นละอองจอมดื้อด้านแห่งห้องของผมเสียแล้ว
การที่เราพบเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ แรกๆเราก็ยังเคอะเขินต่อเรื่องราวเหล่านั้น แต่หากให้เวลาซักหน่อย ฝุ่นแห่งความทรงจำของเราก็จะทำความคุ้นเคยกับเรื่องราวใหม่ๆเอง
นั่นอาจเป็นวิธีที่เรารับเอาเรื่องราวต่างๆเข้ามาเป็นความทรงจำ…
ห้องของผมอาจกว้างใหญ่หากเทียบกับขนาดของฝุ่นละออง แต่หากพวกมันมีมากมหึมา พวกมันก็จะรวมตัวกันแล้วตกตะกอนลงมาสู่เบื้องล่างในที่สุด
ประสบการณ์ที่มากมายก็ย่อมมีโอกาสรวมตัวกันแล้วตกเป็นตะกอนความทรงจำลงสู่ก้นบึ้งของห้องแห่งความจำในที่สุด
ฝุ่นใหม่ๆที่ผ่านเข้ามาในห้องหากอยู่นานพอก็สามารถเปลี่ยนตัวเองจากขาจรมาเป็นขาใหญ่ประจำห้องได้
ประสบการณ์ใหม่ๆหากให้เวลานานพอก็คงจะสามมารถกลายมาเป็นฝุ่นความทรงจำได้เช่นกัน
“แล้วตะกอนความทรงจำที่ตกลงไปแล้วหากวันดีคืนดีมีสิ่งไปรื้อฟื้นมันขึ้นมาให้ฟุ้งกระจายอีกล่ะ นานเพียงใดมันจึงจะยอมทิ้งตัวกลับคืนสู้เบื้องล่างอีกครั้ง…”
-----
“ไม่อาจบอกได้” เขาเอื้อนเอ่ยออกมา หลังจากโผล่ขึ้นมาหายใจพร้อมกับกระดกเบียร์ที่เหลืออยู่จนเกลี้ยงขวด…
จะให้ผมทำอย่างไรได้…นอกจากกระดกขวดเบียร์ของผมตาม
อืม นั่นสิ “จะให้ผมทำอย่างไรได้”

 

ได้อ่านเรื่องนี้จากเว็บที่เข้าเป็นประจำ

ชอบหัวข้อเลยเปิดอ่าน แล้วความทรงจำก็รอคอยวันที่จะตกตะกอนลงสู่เบื้องล่าง 

กับคำถามที่ว่า “แล้วตะกอนความทรงจำที่ตกลงไปแล้วหากวันดีคืนดีมีสิ่งไปรื้อฟื้นมันขึ้นมาให้ฟุ้งกระจายอีกล่ะ นานเพียงใดมันจึงจะยอมทิ้งตัวกลับคืนสู้เบื้องล่างอีกครั้ง…”

นั่นอะดิ จะทำยังงัย ถ้าในเมื่อเราไม่อยากให้มันกลายเป็นแค่ความทรงจำที่รอวันตกตะกอน

ทุกวันนี้มันก้อยังไม่ใช่ความทรงจำ มันยังมีชีวิต มีลมหายใจ ทั้งที่บางครั้งก้ออยากให้มันเป็นความทรงจำนะ แต่ก้อทำไม่ได้สักกะที สองที หรือยังพยายามไม่เพียงพอ เพราะขุดคุ้ยมันขึ้นมาเองแท้ๆ แม้กระทั่งวันนี้ ก้อไปขุดไปคุ้ย ให้มันฟุ้ง  ด่าเพื่อนว่าเป็นคนไม่รู้จักตัดใจ ก้อเท่ากับด่าตัวเองเหมือนกัน  ขอบคุณที่ยังอยู่เพื่อให้คิดถึง แม้ไม่อาจสัมผัส หรือเป็นได้เท่าเดิม แต่มันก้อคงไม่แย่ไปกว่านี้แล้วใช่ไหม  ขอบคุณที่ทำให้รุ้สึกว่า มันเป้นการได้ใกล้กันแล้ว

1 March

จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ 4 รุ่น

 
จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ 4 รุ่น :เกษียร เตชะพีระ
>
>เทอมที่แล้ว ผมตั้งโจทย์ข้อสอบไล่ข้อหนึ่งแบบบอกล่วงหน้าให้นักศึกษาวิชา ร.321
>การเมืองการปกครองของไทย ราว 100 คน
>ไปค้นคว้าเรียบเรียงมาเขียนตอบในห้องสอบว่า-
>
>จงเขียนบทสนทนาสมมุติขึ้นระหว่างบุคคล 4 คน
>ผู้เกี่ยวพันกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในประเด็น จิตวิญญาณความเป็นธรรมศาสตร์
>และ อนาคตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใน 15-20 ปีข้างหน้า.....บุคคลทั้ง 4
>ได้แก่- ก) ผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ ข) ศิษย์เก่า ม.ธ.ก. กุหลาบ
>สายประดิษฐ์ ค) อธิการบดีป๋วย อึ๊งภากรณ์ ง)
>ให้นักศึกษาเลือกสมมุติเองว่าบุคคลที่ 4 จะเป็นใคร?.....
>
>ในบรรดาคำตอบทั้งหลาย มีฉบับหนึ่งของนักศึกษาปีสี่เลขทะเบียน 4104612959
>เขียนได้คมคายน่าคิด ช่วยสะท้อนสภาพและชีวทัศน์ของนักศึกษายุคปัจจุบัน
>จึงขออนุญาตคัดตัดต่อบางตอนมาเป็นกำนัลท่านผู้อ่านโดยเฉพาะชาวธรรมศาสตร์ทั้งอดีตและปัจจุบันดังนี้
>: -
>
>"วันนี้ผมก็เข้ามาเรียนในธรรมศาสตร์เหมือนอย่างเคยทุกวัน ... ผ่านมาจะครบ 4 ปี
>ผมก็ยังรู้สึกว่าผมยังไม่ได้เป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์จริงๆ สักที ผมไม่เคยรู้จัก
>ม.ธ.ก. และความเป็นมา ผมไม่ซาบซึ้งกับคำที่พวกเขาพร่ำกล่าวว่า
>'จิตวิญญาณธรรมศาสตร์' นั้นมันเป็นอย่างไร
>จนกระทั่ง...คืนนั้นผมเก็บเอาบทเรียนในชั้นไปฝันต่อ...
>
>ณ คอมมอนรูมคณะเศรษฐศาสตร์ที่โต๊ะริมน้ำที่ผมชอบนั่งดูท้องฟ้า สายน้ำ
>แต่วันนี้ที่โต๊ะตัวนั้นมีใครคนหนึ่งนั่งอยู่
>
>นักศึกษา : สวัสดีครับ... รอใครอยู่หรือเปล่าครับ?
>
>ผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์ : ฉันกำลังรอเธออยู่ มาสิ มาคุยกัน
>
>นักศึกษา : ท่านเป็นใครหรือครับ ผมไม่เห็นรู้จัก?
>
>ปรีดี : ฉันเติบโตในระหว่างสงครามโลกสองครั้ง ในยุคที่มีการล่าอาณานิคมกันมาก
>ระบบทุนนิยมแพร่หลายและก็พังทลายพร้อมๆ กัน
>ฉันไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสและได้รับเอาแนวคิดประชาธิปไตยมาทำการอภิวัฒน์เมื่อปี
>2475
>
>นักศึกษา : งั้นท่านก็คือปรีดี พนมยงค์
>ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองสิครับ แต่เอ!
>ช่วงนั้นที่ท่านเป็นผู้ปกครองประเทศ ทำไมไม่พัฒนาแต่เศรษฐกิจ แต่มาตั้ง ม.ธ.ก.
>ล่ะครับ?
>
>ปรีดี : ก็ฉันรู้น่ะสิว่าถ้าปล่อยให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยทั้งๆ
>ที่คนของเรายังไม่รู้ประสีประสาวิชาการเมือง คนที่รู้เรื่องมีแต่คนชั้นสูงแล้ว
>ประชาธิปไตยของเราจะอยู่ไปได้อย่างไร ฉันก็เลยตั้ง ม.ธ.ก.
>ขึ้นเพื่อให้เป็นตลาดวิชาแก่คนที่ใคร่กระหายอยากเรียน ม.ธ.ก.
>สมัยนั้นน่ะใครอยากเรียนก็ได้เรียน ไม่จำกัดอายุ เพศ ถิ่นที่อยู่
>สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะไม่ว่าเป็นใครก็มาตักน้ำในบ่อแห่งความรู้ที่
>ม.ธ.ก. นี้กันได้ทุกคน
>
>นักศึกษา : อย่างนี้คนก็เข้ามาสมัครเยอะแยะ แล้วมีคนจบมากไหมครับ?
>
>ปรีดี : ในช่วงแรกมีคนสมัครเป็นหมื่น แต่จบกันปีละไม่กี่ร้อยคนเอง
>แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะว่าสิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่นักวิชาการดีเด่นอะไร
>เพียงแค่ให้ประชาชนมีสิทธิมีโอกาสเท่าเทียมกันก็พอแล้ว
>เพราะจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ในสมัยนั้นน่ะเป็นเหมือนบ่อน้ำแก้กระหายให้กับทุกคน
>ใครอยากจะมาดื่มมาอาบก็ได้
>
>อ้าว คุณ กุหลาบ สายประดิษฐ์ มานั่งคุยกันก่อนสิ
>นี่น่ะพ่อหนุ่มคนนี้ช่างซักซะจริง เขาอยากรู้ว่า ม.ธ.ก.
>ในสมัยของพวกเราน่ะเป็นอย่างไร
>
>นักศึกษา : ครับ คุณตากุหลาบ ผมเคยอ่านงานของคุณตาเรื่อง 'ดูนักศึกษา ม.ธ.ก.
>ด้วยแว่นขาว' เจอประโยคที่ว่า 'ชาว ม.ธ.ก. รักมหาวิทยาลัยของเขา
>เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขารู้จักรักคนอื่นด้วย' มันหมายถึงอะไรหรือครับ?
>
>ศิษย์เก่า ม.ธ.ก. กุหลาบ สายประดิษฐ์ : อ้อ
>ก็ตอนนั้นนะธรรมศาสตร์ของเธอน่ะกำลังมีไฟ ชอบทำกิจกรรมโน่นนี่อยู่เรื่อยๆ
>เดี๋ยวก็ไปประท้วงสงครามเกาหลี ไปคัดค้านรัฐบาล เดี๋ยวก็ร่วมกับชาวนา
>กรรมกรมาเรียกร้องไงล่ะ
>ก็เพราะธรรมศาสตร์นี่แหละที่สอนให้พวกนักศึกษาที่เข้ามาหัดรู้จักสำนึกถึงผู้อื่น
>ถึงคนด้อยโอกาส สอนให้เขารู้ว่าเมื่อมีความรู้แล้ว
>ก็อย่าได้กักตัวไว้แต่ในอุปาทานเพื่อตนเอง
>แต่ใช้ความรู้ของตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด
>
>เพราะจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ในตอนนั้นเปรียบเหมือนน้ำในกระบวยให้นักศึกษาที่มีโอกาสดีกว่าคนอื่นในสังคมตักเอาวิชาความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์
>หรือก็คือตักน้ำไปให้คนอื่นเขาได้ดื่มกิน ได้ลดความกระหายลงไปบ้างไงล่ะ
>
>นักศึกษา : แหม คุณตาเกิดความรักประชาชนและชาวนาคนยากจนขึ้นมาได้ยังไงครับ?
>
>
>กุหลาบ : ก็ตอนเด็กๆ ฉันเคยลำบากมาก่อน กว่าจะโตมาได้แทบแย่ พอจบมัธยมฯ
>ก็ต้องออกมาเขียนหนังสือหากิน ชีวิตมันลำบากมาก
>เพราะอย่างนี้ไงฉันถึงได้ดีใจที่มีมหาวิทยาลัยที่คิดจะทำเพื่อสังคมบ้าง
>สังคมเราจะได้ดีขึ้น
>
>อธิการบดี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ : อ้าว ท่านปรีดี คุณกุหลาบ คุยอะไรกัน?
>ขอผมนั่งสนทนาด้วยสิ
>
>กุหลาบ : เรากำลังถกกันเรื่อง 'จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์' น่ะคุณป๋วย
>แล้วคุณล่ะเห็นเป็นยังไง?
>
>ป๋วย : สำหรับผมน่ะหรือ ถ้าจะให้ดีขอผมแนะนำตัวก่อนก็แล้วกัน
>ผมเป็นลูกจีนที่มาเกิดในไทย ได้ดีก็เพราะว่าเป็นเด็กเรียนดี
>พอผมจบจากธรรมศาสตร์ก็เลยได้ไปเรียนต่อที่ LSE (London School of Economics
>and Political Science)
>จบมาจึงได้มีโอกาสนำความรู้ความสามารถที่ได้ไปศึกษามาใช้พัฒนาประเทศและสังคมของเรา
>
>ผมเห็นความสำคัญของการศึกษามาก ดังนั้น
>ตอนที่ผมเป็นคณบดีอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์
>ผมจึงได้ส่งเสริมให้นักศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศให้จบกลับมา
>ส่งเสริมให้มีการวิจัยมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในสังคม
>เน้นความเป็นวิชาการของมหาวิทยาลัย
>รวมทั้งส่งเสริมให้นักศึกษามีสำนึกต่อสังคมด้วยเพื่อที่จะได้เอาความรู้ที่ได้มาช่วยกันพัฒนามหาวิทยาลัยและบ้านเมืองของเรา
>
>จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ในสมัยผมจึงเป็นเหมือนเขื่อนกั้นน้ำที่ต้องใช้ความรู้
>เทคโนโลยีขั้นสูงในการสร้าง
>แต่ว่ามันจะส่งผลประโยชน์ให้แก่คนหมู่มากถ้าเรามีคลองชลประทานที่ดี
>ก็เหมือนที่ผมสร้างนักศึกษาขึ้นมาให้มีความรู้ความสามารถ
>ให้ไปช่วยบริหารพัฒนาประเทศ
>โดยที่เขาจะต้องรู้จักขุดคลองให้น้ำไหลไปถึงคนยากจนด้วย
>นโยบายหรือการกระทำของเขาจะได้เกิดประโยชน์ตกถึงชาวนา กรรมกร
>
>กุหลาบ : แล้วพ่อหนุ่มล่ะ มองมหาวิทยาลัยของเธออย่างไรบ้าง?
>
>นักศึกษา : ผม...
>ผม...ไม่อยากจะบอกว่า...ผมต้องขอโทษทุกท่านด้วยที่ธรรมศาสตร์ที่ทุกท่านสร้างเอาไว้ตอนนี้
>สำหรับผมมันเป็นเครื่องชุบตัว
>การที่คนชั้นกลางอย่างผมเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ก็เพียงเพื่อต้องการจะยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของตัวเอง
>ผมหวังจะได้เกียรตินิยมเพื่อที่จะได้มีโอกาสดีกว่าเวลาไปสมัครงาน
>
>ใช่ ถึงแม้ผมจะเคยทำกิจกรรมที่คณะมาบ้าง
>แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมรักประชาชนขึ้นมาเท่าไรนัก หรือจะมีก็เพียงชั่วคราว
>ผมมองธรรมศาสตร์ไม่ต่างจากคนทั่วไปที่เห็นมันเป็นบันไดไปสู่เกียรติยศชื่อเสียง
>ใช่...พ่อแม่ ครอบครัวของผมก็คิดเช่นนี้ เขาอยากให้ผมได้เกียรตินิยม
>ไปเรียนต่อ พวกเขาพูดเสมอว่าอย่าได้ไปประท้วงกับคนอื่นนะเดี๋ยวโดนจับ
>
>เปล่าเลย ผมไม่ได้โทษพวกท่าน เพียงแต่จะให้ผมกลายเป็นคนอย่างที่คุณตาบอก
>อย่างที่อาจารย์พูดได้อย่างไรในเมื่อผมขับรถมาเรียน ผมฟังเพลงฝรั่ง เพื่อนๆ
>ผมทุกคนต่างก็มีแนวความคิดไม่ต่างกัน คนอย่างที่คุณตาบอก ผมไม่ยักเจอ
>หรือถึงเจอผมก็คงไม่รู้จักเขา
>เพราะจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ในสายตาของผมเป็นเหมือนน้ำบรรจุขวดที่มีใบรับประกันคุณภาพยี่ห้อธรรมศาสตร์
>เป็นขวดน้ำที่ผมจะสามารถเอามันไปโชว์คนอื่นว่าผมมีน้ำนะ
>แต่คุณไม่ได้กินมันหรอก เพราะผมต้องใช้มันเพื่อยกฐานะของผม ของครอบครัวผม
>และญาติมิตรสนิททั้งหลาย รอให้ผมใช้เหลือก่อนก็แล้วกัน
>คุณอาจจะได้รับบริจาคบ้างก็ได้
>
>
>ปรีดี : ฉันก็เห็นมานานแล้วล่ะความเป็นไปของที่นี่
>ฉันเฝ้ามองผู้คนผ่านไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า
>ความคิดของแต่ละคนแต่ละยุคก็แตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าพวกเขาจะเผชิญกับสถานการณ์อะไร
>ฉันไม่โทษเธอหรอกที่เธอเป็นและคิดแบบนี้
>เพราะฉันเชื่อว่าคนอย่างเธอถ้าเกิดในตอน 14 ตุลาคม
>เธอก็คงเป็นคนหนึ่งที่ไปเดินประท้วงร่วมกับนักศึกษาสมัยนั้นแน่ๆ
>
>นักศึกษา : แต่บางทีผมก็เป็นห่วงมหาวิทยาลัยของเราเหมือนกันนะครับ
>เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งจะเข้าห้องสมุด คนที่ไม่ใช่นักศึกษายังเข้าไม่ได้เลย
>หรือเข้าได้ก็ต้องเสียสตางค์
>แล้วอย่างนี้จะหวังให้เปิดโอกาสแก่คนชั้นล่างเข้ามาเรียนเหรอ อย่าฝันเลยดีกว่า
>... แม่ค้าก็เป็นแม่ค้าเงินล้าน ต้องมีเงินทุนเป็นกระตั้ก อีกหน่อยสงสัยจะมี
>Pizza Hut เข้ามาขายในมหาวิทยาลัยด้วย
>ต่อไปใครจะเข้าหรือเดินผ่านมหาวิทยาลัยคงต้องตรวจบัตร เป็นมหาวิทยาลัยล้อมรั้ว
>ปิดกั้นจากสังคม นับวันเพื่อนๆ ของผมก็มักจะไม่ค่อยสนใจเรียน
>พวกเขาเอาแต่จะคอยอ่านสรุปเล็กเชอร์เพื่อน
>ไม่ได้สนใจความรู้อะไรอย่างที่อาจารย์ป๋วยกล่าวหรอกครับ เขาต้องการแต่วุฒิ
>เวลาผมชวนเรียนวิชาอะไรยากๆ แต่น่าสนใจ พวกเขาก็ไม่เอา เพราะกลัวได้เกรดไม่ดี
>ผมเห็นแล้วก็ยังเศร้าใจ
>หรือจะพูดถึงงานเพื่อสังคมซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยสันทัดเท่าใดนัก
>ผมว่ามันก็ยังพอมีอยู่บ้างนะครับ พวกค่ายพัฒนาชนบท ค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติพวกนี้
>แต่ผมว่ามันกลายเป็นค่ายประเพณีมากกว่า
>คือคนจัดจัดค่ายโดยมีสำนึกว่าต้องจัดให้ได้เพื่อที่จะสานงานค่ายของคณะต่อ
>
>สรุปแล้วผมว่าไม่ว่าจะมองด้านไหน
>จิตวิญญาณแบบของพวกท่านทุกคนได้เสื่อมไปหมดแล้ว
>มีแต่แบบของผมนี่ล่ะครับที่จะเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆ ต่างคนต่างต้องการจะได้วุฒิ
>มหาวิทยาลัยเปิดภาคปริญญาโทมากขึ้น ภาคภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น....
22 October

เปลือก

 

คนไม่เก่ง ที่ทำแข็งแรง ฝืนใจทนสู้แสดง แกล้งทำว่าไม่หวั่นไหว
คนขี้ขลาดที่กลัวแสนกลัว ต้องคอยปกปิดความจริง ซ่อนมันทุกสิ่งเก็บไว้

*นี่คือฉันเอง  คนที่อาจจะดูเฉยเมย ไม่เคยรักใคร
ทั้งที่ภายในใจฉันยังว่างเปล่า เหงาเกินที่ใครจะรู้
อยากรัก อยากฝัน แต่ฉันยังกลัว รักไปแล้วกลายเป็นปวดร้าว
อยากรัก สักครั้ง จะเหมือนใจหวังรึเปล่า เพราะว่าฉันไม่เคยกล้ารักใคร

เป็นเพียงเปลือกที่คอยป้องกัน หัวใจที่สั่นสะท้าน เงียบงันและหวาดผวา
เป็นคำตอบที่ดูน่าฟัง ข้ออ้างที่บอกใครๆ ว่าใจไม่ปรารถนา

16 October

เพื่อนสนิท

ดากานดาคือ อามรมณ์ เป็นเรื่องของความรู้สึก การอยู่กับผู้หญิงคนนี้ จะทำให้ชีวิตมีความสุข แต่ว่าหมู (พระเอก) จะไม่สามารถคอนโทรลความรักได้ การคาดเดา ความเป็นต่อ ขึ้นอยู่กับดากานดาทั้งหมด ในขณะที่กับนุ้ยนั้น หมูเค้าเป็นฝ่ายเป็นต่อ และนุ้ย เหมือนจะเป็นด้านเหตุผล เป็นความเหมาะสมของความเป็นจริง

จะว่าไป ดากานดาก็เหมือน poppy love ของ วัยรุ่นทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องเป็นจริง แต่จำเป็นต้องมี การที่ความรักด้วยอารมณ์ของวัยนี้จะเป็นจริง เป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะถึงจะเป็นจริง ก็ยังยากที่รักษาไว้ ด้วยวัยที่ยังต้องการการแสวงหาคำตอบให้กับชีวิต ในหลายๆด้าน ซึ่งแต่ละคนก็ย่อมมีคำตอบของตัวเอง และเมื่อคำตอบที่สำคัญกว่าความรัก กลับไม่สอดคล้องกัน ก็เป็นเรื่องง่าย ที่จะเลิกรากันไป

หากให้นุ้ยเป็นเหตุผล นุ้ยก็เป็นคนที่พร้อม สำหรับหมู และไม่ขาดตกบกพร่องสิ่งใดเลย ที่สำคัญ นุ้ยให้เกียรติหมู และหมู คือคนที่สำคัญมาก สำหรับเธอ ตรงนี้ต่างกันมากเลย .. อยู่ให้ถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา .. เป็นเรื่องยากแต่ค่อนข้างสำคัญ
 
沒有相簿。
尚未新增任何項目。